​นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ากฎ 5 วินาทีใช้กับอาหารที่ตกพื้นไม่ได้

ที่เราเชื่อกันว่าอาหารตกพื้นหากยังไม่ถึง 5 วินาทีนั้น สามารถทานได้เพราะยังไม่มีเชื้อโรคมาเกาะ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่าอาหารที่ตกถึงพื้นแม้ไม่กี่วินาทีเชื้อแบคทีเรียก็สามารถปนเปื้อนได้

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส สหรัฐอเมริกา นำโดย โดนัลด์ ชาฟเนอร์ ศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ออกมาทำลายความเชื่อ”กฎ 5 วินาที” โดยชี้ว่า ความชื้น ลักษณะพื้นผิว และเวลาในการสัมผัสพื้นนั้นต่างก็มีผลกับการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียเมื่ออาหารตกถึงพื้นได้และเชื้อจะเริ่มแพร่เข้าไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที โดยงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Applied and Environmental Microbiology แล้ว

“ความเชื่อเรื่องกฎ 5 วินาทีคือความเชื่อที่ว่าเมื่ออาหารตกถึงพื้น หากเก็บขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็สามารถทานได้อย่างปลอดภัยเพราะแบคทีเรียเกาะไม่ทัน” ศาสตราจารย์ชาฟเนอร์ เผย พร้อมทั้งชี้ว่ากฎนี้เริ่มเป็นที่รู้จักผ่านทางรายการโทรทัศน์ ในขณะที่ยังไม่ค่อยมีการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์กันเท่าไหร่นัก

“เราจึงตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้เพราะคนเราเชื่อเรื่องกฎนี้กันเหลือเกิน ตัวเรื่องอาจจะพอเป็นไปได้แต่เราต้องการผลการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน”

นักวิจัยกลุ่มนี้ใช้วัสดุ 4 แบบเป็นพื้น ได้แก่ เหล็กไร้สนิม พื้นเซรามิก ไม้ และพรม ใช้อาหารแตกต่างกัน 4 ชนิด ได้แก่ แตงโม ขนมปัง ขนมปังเนย และลูกกวาด นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนตัวแปรระยะเวลาการสัมผัสพื้นตั้งแต่น้อยกว่า 1 วินาที 5 วินาที 30 วินาที และ 300 วินาที ทั้งนี้ นักวิจัยได้ใช้ตัวกลางสองตัวคือ tryptic soy broth และ peptone buffer ในการทำให้แบคทีเรีย Enterobacter aerogenes เจริญเติบโต ซึ่งเจ้าแบคทีเรียไม่ก่อให้เกิดโรคชนิดนี้เป็นเหมือน”ญาติ”ของแบคทีเรีย Salmonella ที่มักจะอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์

จากนั้น นักวิจัยได้ทดลองให้อาหารตกถึงพื้นในหลาย ๆ แบบ โดยเปลี่ยนตัวแปรชนิดของพื้น ชนิดของอาหาร เวลาตกถึงพื้น และวิธีการเตรียมแบคทีเรีย โดยก่อนเริ่มการทดลอง นักวิจัยได้ฉีดแบคทีเรียไว้ที่พื้นผิวและทำให้แห้งก่อนที่อาหารจะตกถึงพื้น เมื่อตกแล้วจะปล่อยให้อยู่ในสภาพนั้นในระยะเวลาหนึ่ง โดยรวมแล้ว นักวิจัยทำการทดลองทั้งหมด 128 สถานการณ์ ทำซ้ำครั้วละ 20 รอบ ทำให้ได้ข้อมูลการวัดมากถึง 2,560 ครั้ง หลังจากนั้น พื้นผิวและตัวอย่างอาหารจะถูกนำไปวัดระดับการปนเปื้อนของแบคทีเรีย

ผลที่ออกมาคือ แตงโมมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียมากที่สุด และที่น้อยสุดคือลูกกวาด

“การถ่ายเทของแบคทีเรียกจากพื้นสู่อาหารจะเกิดขึ้นมากที่สุดเมื่อมีความชื้นเข้ามาเกี่ยว แบคทีเรียไม่มีขา ดังนั้นพวกมันจะเคลื่อนที่ได้โดยใช้ความชื้น ยิ่งอาหารเปียกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนเข้ามา และยิ่งมีเวลาในการสัมผัสพื้นมากเท่าไหร่ แบคทีเรียก็จะยิ่งปนเปื้อนจากพื้นสู่อาหารได้มากขึ้น”

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือพื้นพรมนั้นมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียต่ำกว่าพื้นกระเบื้องและเหล็กไร้สนิม ในขณะที่การปนเปื้อนจากพื้นไม้นั้นผลค่อนข้างไม่คงที่

“ลักษณะของพื้นผิวกับอาหารนั้นอาจจะมีความสำคัญกับการถ่ายเทของแบคทีเรียอยู่บ้าง”

ดังนั้นนักวิจัยกำลังพยายามบอกว่า กฎ 5 วินาทีฟังดูมีเหตุผลเฉพาะที่ว่าเมื่ออาหารสัมผัสพื้นนาน แบคทีเรียก็จะมากขึ้นตาม แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ตั้งแต่ ลักษณะของอาหารจนถึงพื้นผิวที่อาหารตกลงมา

“กฎ 5 วินาทีนั้นเรียกได้ว่าเป็นกฎการปนเปื้อนของแบคทีเรียที่ง่ายกว่าความเป็นจริง อันที่จริงแล้วแบคทีเรียสามารถปนเปื้อนในอาหารแทบจะในทันทีได้เลย”

​แอลกอฮอล์ทำให้หายเศร้าได้เช่นเดียวกับยาต้านอาการซึมเศร้า

งานวิจัยชิ้นล่าสุดในวารสารวิชาการ Nature Communications เผยว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกุลและทางประสาทในลักษณะเดียวกับที่ยาต้านอาการซึมเศร้า

“เนื่องจากในปัจจุบันนี้มีคนติดแอลกอฮอล์ไปพร้อม ๆ กับการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดสมมติฐานว่า คนบางคนอาจจะดื่มเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าก็เป็นได้” รองศาสตราจารย์ ดร.คิมเบอร์ลี แรบ-แกรแฮม นักวิจัยที่ Wake Forest Baptist Medical Center มลรัฐนอร์ธแคโรไลนา สหรัฐอเมริกาเผย

“ตอนนี้เรามีหลักฐานด้านชีวเคมี และหลักฐานเชิงพฤติกรรมมาสนับสนุนสมมติฐานข้อนี้แล้ว”

แม้นักวิจัยจะยืนยันว่าแอลกอฮอล์สามารถทำให้โรคซึมเศร้าบรรเทาลงได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“แน่นอนว่าการเยียวยาตัวเองด้วยแอลกอฮอล์ยังเป็นเรื่องที่อันตรายเสมอ โทษกับประโยชน์ของแอลกอฮอล์อยู่ห่างกันแค่เส้นกั้นบางๆ”

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้ทำการทดลองในสัตว์ทดลอง โดยให้แอลกอฮอล์กับสัตว์ในระดับที่ไม่เป็นพิษ ซึ่งแอลกอฮอล์จะไปหยุดยั้งการทำงานของ NMDA receptors ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ แอลกอฮอล์ที่เข้าไปจะนี้ทำงานร่วมกับโปรตีน FMRP ที่เกี่ยวข้องกับอาการออทิสติก ไปเปลี่ยนกรด GABA จากที่เป็นตัวยับยั้งให้กลายเป็นตัวกระตุ้น และสุดท้ายคือ อาการซึมเศร้าจะหายไปได้ นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีนี้จะทำให้พฤติกรรมซึมเศร้าหายไปได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้แสดงให้เห็นว่า แอลกอฮอล์ทำงานในลักษณะเดียวกับที่ยาต้านอาการซึมเศร้ามีปฏิกิริยากับร่างกายของสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมได้ ส่วนในคนนั้น ยาต้านอาการซึมเศร้าก็ทำให้อาการซึมเศร้าหายไปได้เช่นกัน โดยยาจำพวก Ketamine ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดอาการซึมเศร้าได้หลายชั่วโมง และอาจอยู่ได้นานถึงสองสัปดาห์เลยทีเดียว แม้แต่ในคนที่ถูกรักษาด้วยยาแบบดั้งเดิม ก็สามารถมีอาการดีขึ้นได้ด้วยยาชนิดนี้

“เรายังต้องวิจัยต่อไป แต่การศึกษาของเราก็ช่วยชี้แนะในเชิงชีววิทยาถึงกลไกการเยียวยาตัวเองของมนุษย์”

​โหม่งลูกบอลอาจกระเทือนถึงสมอง

 


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง ในสก็อตแลนด์ ศึกษาผลกระทบจากการโหม่งลูกฟุตบอลด้วยศีรษะและพบว่า ทันทีที่โหม่งลูกฟุตบอล การทำงานของสมองเปลี่ยนไปในระดับเล็กน้อยแต่ก็มีนัยสำคัญ

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ EBioMedicine แล้ว โดยเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสมองเมื่อศีรษะต้องโหม่งลูกฟุตบอลทุก ๆ วันต่อเนื่อง ซึ่งจะแตกต่างกับกรณีที่ศีรษะได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว

ในการศึกษาครั้งนี้ อาสาสมัครที่เป็นนักฟุตบอลจะต้องโหม่งลูกฟุตบอลทั้งหมด 20 ครั้ง โดยลูกจะยิงมาจากเครื่องยิงลูกฟุตบอลโดยใช้ความเร็วระดับเดียวกับที่ยิงมาจากลูกเตะมุม จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ทำการทดสอบการทำงานของสมองและความจำ

นักวิจัย พบว่า การทำงานของสมองลดลงไปแม้เพียงแค่ครั้งเดียวที่โหม่งลูกฟุตบอล นอกจากนี้ คะแนนการทดสอบความทรงจำยังลดลงไป 41 ถึง 67 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลกระทบไปยาวนานถึง 24 ชั่วโมง

แต่การเปลี่ยนแปลงในสมองนี้เป็นเพียงแค่ชั่วคราวหรือไม่ ผลกระทบในระยะยาวของการโหม่งลูกฟุตบอลต่อสมองจะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องมีการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ฟุตบอล เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมทั่วโลก มีคนเล่นประมาณ 250 ล้านคน และมักจะมีการโหม่งลูกฟุตบอลอยู่ในเกมเสมอ ๆ จุดประกายให้ ดร.แม็กดาเลนา เลตสวาร์ต แห่งมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิง เข้ามาศึกษาเรื่องนี้

“ในขณะที่หลายคนเริ่มห่วงว่าการโหม่งฟุตบอลจะมีผลกระทบกับสมองหรือไม่ เราอยากจะดูว่าสมองจะมีการตอบสนองทันทีที่โหม่งลูกฟุตบอลหรือไม่ เราพบว่าผลที่ได้กับนักฟุตบอลสมัครเล่นกับนักฟุตบอลอาชีพไม่แตกต่างกัน คือ สมองจะมีการทำงานลดลงไปในทันทีที่โหม่งลูกฟุตบอล และคะแนนการทดสอบความจำก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทันที”

“แม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น แต่เราก็เชื่อว่ามันมากพอที่จะมีผลกระทบกับสุขภาพของสมองโดยรวม โดยเฉพาะหากเราต้องโหม่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าในขณะเล่นฟุตบอล ทุกวันนี้หลายคนทั่วโลกเล่นฟุตบอลกัน และเราจำเป็นจะต้องรับรู้เรื่องผลกระทบกับการโหม่งฟุตบอลเอาไว้”

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับเพศชาย

นักวิจัยได้พัฒนายาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ และกำลังพัฒนาให้ได้ผลดีขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ความซึมเศร้าและความผิดปกติทางอารมณ์ โดยงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism แล้ว

ในขณะที่ผู้หญิงมีวิธีการคุมกำเนิดหลายวิธี ผู้ชายกลับมาทางเลือกไม่มากนักในการคุมกำเนิด เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การทำหมัน เป็นต้น

ดังนั้น การพัฒนาทางเลือกสำหรับการคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในปี 2012 มีข้อมูลว่า การตั้งครรภ์ 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกนั้นเป็นการตั้งครรภ์แบบไม่ได้ตั้งใจ จากข้อมูลของ Guttmacher Institute

“มีการค้นพบว่า การใช้ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนสำหรับผู้ชายใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในคู่นอนของผู้ชายได้ การศึกษาของเราชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบนี้” นพ.มาริโอ ฟิลิป เรเยส แห่งองค์การอนามัยโลก หนึ่งในนักวิจัยเผย

ขั้นตอนทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉีดนั้น ได้ทดสอบกับชายจำนวน 320 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี ทุกคนมีคู่สมรสเพียงแค่คนเดียว อายุระหว่าง 18 ถึง 38 ปี และแต่งงานกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผู้ชายทุกคนนั้นมีจำนวนสเปิร์มปกติในวันแรกของการศึกษา

จากนั้น ผู้ชายทุกคนจะได้รับการฉีดฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่ชื่อ norethisterone enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม และฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ชื่อ testosterone undecanoate (TU) ขนาด 1,000 มิลลิกรัม โดยได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคอยฉีดยาคุมกำเนิดให้ทุก ๆ 8 สัปดาห์ เป็นเวลารวมกัน 26 สัปดาห์ เพื่อลดจำนวนสเปิร์ม อาสาสมัครจะต้องให้ตัวอย่างน้ำอสุจิเพื่อนำไปทดสอบหลังจากผ่านไปแล้ว 8 และ 12 สัปดาห์ และจากนั้นก็ให้อีกทุก 2 สัปดาห์ จนกว่าจะเข้าเกณฑ์ว่าจำนวนสเปิร์มได้ลดลงจนถึงระดับที่กำหนดไว้ ในช่วงลดสเปิร์มนี้ คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบไม่ใช้ฮอร์โมนวิธีอื่นร่วมไปด้วย

และเมื่อจำนวนสเปิร์มในน้ำอสุจิลดลงจนน้อยกว่า 1 ล้านตัวต่อ 1 มิลลิลิตรแล้วในการทดสอบสองครั้งติดต่อกัน คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้เชื่อวิธีการคุมกำเนิดแบบฉีดอย่างเดียว ในช่วงนี้ ผู้ชายยังได้รับยาคุมกำเนิดแบบฉีดอยู่ทุก ๆ 8 สัปดาห์จนกว่าจะครบ 56 สัปดาห์ และให้ตัวอย่างน้ำอสุจิทุก ๆ 8 สัปดาห์เพื่อให้มั่นใจว่าจำนวนสเปิร์มยังอยู่ในระดับต่ำ และเมื่อเลิกให้ยาคุมกำเนิด นักวิจัยก็ทำการนับต่อไปว่าจำนวนสเปิร์มกลับมาเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด

นักวิจัยพบว่า ฮอร์โมนแบบฉีดนั้นช่วยลดสเปิร์มให้เหลือ 1 ล้านตัวต่อ 1 มิลลิลิตรภายใน 24 สัปดาห์ในผู้ชายทั้งหมด 274 คน และวิธีคุมกำเนิดแบบนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในกลุ่มที่ทำอย่างต่อเนื่องถึง 94 เปอร์เซ็นต์ โดยเกิดการตั้งครรภ์เพียงแค่ 4 รายเท่านั้นในการศึกษาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้หยุดรับผู้เข้าร่วมการทดลองเพิ่มตั้งแต่ปี 2011 เพราะมีรายงานเรื่องผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะความเครียดและความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยอาสาสมัครจำนวนหนึ่งเผยถึงความเจ็บปวดในบริเวณที่ฉีดยา การปวดกล้ามเนื้อ สิวมากขึ้น และมีผู้ชายถึง 20 คนที่ขอยุติการเข้าร่วมการทดลองกลางคัน

แม้จะมีผลข้างเคียงดังกล่าว แต่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมการทดลองก็ชี้ว่าอยากจะใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีนี้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดการทดลอง

ในบรรดา 1,491 ครั้งที่มีการรายงานผลกระทบในเชิงที่ไม่ดีนั้น นักวิจัยพบว่ามีถึง 39 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฉีดยาคุมกำเนิดเลย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาก็ได้แก่อาการซึมเศร้า การใช้ยาอะซีตามิโนเฟนเกิดขนาดแบบตั้งใจ และการมีการเต้นของหัวใจที่เร็วและไม่ปกติหลังจากหยุดรับยา

“เรายังต้องทำวิจัยกันต่อไปเพื่อให้ได้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับผู้ชายโดยทั่วไป แม้วิธีการคุมกำเนิดแบบฉีดจะมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการตั้งครรภ์ได้ การใช้ฮอร์โมนเหล่านี้ยังคงต้องมีการศึกษากันเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัย” ดร.เฟสติน เผย

​นักปั่นต้องรู้!ความเร็วที่เหมาะเพื่อไม่สูดมลพิษเยอะเกินไป

การสูดเอามลภาวะทางอากาศเข้าไปเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับนักปั่นจักรยาน แล้วความเร็วที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้เราสูดมลพิษเหล่านี้น้อยที่สุดเป็นเท่าไหร่ วันนี้ นักวิทยาศาสตร์มีคำตอบแล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในแคนาดาแนะนำว่า เราควรจะปั่นด้วยความเร็วประมาณ 12 ถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่้วโมงบนท้องถนน ในขณะที่คนเดินถนนควรจะเดินด้วยความเร็วประมาณ 2-6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สูดมลภาวะทางอากาศน้อยที่สุด

“ยิ่งเคลื่อนที่เร็ว ยิ่งหายใจยาก และจะยิ่งสูดเอามลภาวะทางอากาศมากขึ้น นอกจากนี้ การจราจรที่ติดขัดบางช่วงยังทำให้แย่ลงไปอีก เราวิจัยกันว่าจุดที่ดีที่จุดคือจุดไหน” อเล็กซ์ บิกาซซี่ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียเผย โดยผลงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ International Journal of Sustainable Transportation แล้ว

บิกาซซี่สร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์จากข้อมูลที่รวบรวมมาจากประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา 10,000 คน แล้วคำนวณหาความเร็วที่เหมาะสมที่เรียกว่า ความเร็วที่จะได้รับสารพิษน้อยที่สุด โดยได้เปลี่ยนตัวแปรอายุและเพศ

สำหรับผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี ความเร็วที่เหมาะสมที่จะรับมลพิษน้อยที่สุดอยู่ที่ 12.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนพื้นถนนราบ ส่วนผู้ชายในวัยเดียวกัน ความเร็วที่ดีอยู่ที่ 13.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคนที่อายุระหว่าง 20-60 ปี ความเร็วที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 13 ถึง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนผู้หญิงและผู้ชายที่เดินถนน อายุไม่เกิน 20 ปีควรเดินด้วยความเร็ว 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนคนที่อายุมากกว่านั้นควรจะเดินอย่างน้อยด้วยความเร็ว 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สูดอากาศเสียเข้าไปน้อยที่สุด นอกจากนี้ บิกาซซี่ยังได้คำนวณความเร็วที่เหมาะในสภาพถนนอื่น ๆ อีกด้วย

“หากคุณเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหมาะนี้ เช่น ปั่นด้วยความเร็วเร็วกว่าความเร็วที่เหมาะประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะได้รับมลพิษทางอากาศสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ”

“ข่าวดีก็คือ ความเร็วที่เหมาะสมนี้ก็ใกล้เคียงกับความเร็วที่คนส่วนใหญ่ปั่นกันเป็นปกติอยู่แล้ว”

บารากู่และบุหรี่ไฟฟ้า ใครคิดว่าปลอดภัย ?


ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยาสูบได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบทางการตลาดเพื่อเข้าถึงวัยรุ่นและเยาวชนทั่วโลกมากขึ้น โดย 2 ผลิตภัณฑ์สุดฮิตที่ได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ ก็คือ “มอระกู่” (บารากู่) และ “บุหรี่ไฟฟ้า” ซึ่งมีการอวดอ้างสรรพคุณที่เป็นเท็จว่า มีความปลอดภัยในการสูบหรือเสพ เลยเถิดถึงกระทั่งว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสรรพคุณในการช่วยเลิกบุหรี่ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงเลย ซึ่งเว็บไซต์ สสส. ได้ชี้แจงเรื่องนี้ให้ฟังกัน
โดย ผศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ประธานคณะกรรมการโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ กล่าวให้ข้อมูลเพื่อเน้นย้ำกับสังคมไทยอีกครั้งว่า “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ อย่างน้อย 2 ฉบับ รายงานผลแบบเดียวกันว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีความสามารถที่จะช่วยให้คนที่อยากเลิกบุหรี่ สามารถเลิกบุหรี่ได้จริง” นั่นหมายความว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้คนเลิกบุหรี่”
แต่กลับพบว่า ผู้ที่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการเลิกบุหรี่ กลับติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน !
“เรื่องนี้ต้องฝากเอาไว้ แล้วขอให้ผู้ซื้อไตร่ตรองข้อมูลชวนเชื่อของผู้ขายที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนด้วย” ผศ.นพ.สุทัศน์ กล่าว
เพราะแม้จะมีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ รวมถึงวิทยุร่วมทำข่าว และรายงานผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2 ชนิดนี้ ที่มีต่อสุขภาพเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนแล้วก็ตาม แต่ช่องทางสื่อออนไลน์ที่กลุ่มผู้ค้าปลีกใช้เข้าถึงเด็กและเยาวชนนั้น หากยังไม่มีการควบคุมก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง…

ชูความหอม ซ่อนพิษร้าย
ประธานคณะกรรมการโรงพยาบาลปลอดบุหรี่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลายคนเข้าใจว่า “มอระกู่” มีความปลอดภัย ก็เพราะคิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากผลไม้ตากแห้ง ซึ่งจากการตรวจสอบในปัจจุบัน พบว่ามีส่วนผสมของสารอื่น ๆ รวมไปถึงใบยาสูบผสมอยู่ด้วย จากนั้นมีการเติมแต่งกลิ่นและรส ด้วยสารเคมีและสารอินทรีย์ทั้งหลายเพื่อให้มีกลิ่นหอมชวนใช้
“ในต่างประเทศมีงานวิจัยชัดเจนว่า มอระกู่ หรือ ยาสูบผ่านกระบอกน้ำ หากผู้เสพ เสพต่อเนื่องในแต่ละครั้ง นานประมาณสัก 30 นาที ก็จะได้รับสารพิษ และสารเคมีต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย เทียบเท่ากับคนที่สูบบุหรี่มวน ประมาณ 20 มวน หรือ 1 ซองเต็ม ฉะนั้นสิ่งที่คนคิดว่ามันปลอดภัย จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้ปลอดภัย”
นอกจากนี้ หากมีการใช้กระบอกสูบมอระกู่ร่วมกันกับผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค หรือเป็นโรคติดต่อทางน้ำลาย (ไวรัสตับอักเสบ บี) ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคจากผู้อื่นมากขึ้นด้วย
บุหรี่ไฟฟ้า ยาสูบสร้างโรค
ด้าน “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่มีโฆษณากล่าวอ้างว่า ปลอดภัย เสพได้ไม่เป็นไร ไม่ก่อโรคเหมือนอย่างการสูบบุหรี่ทั่วไป ผศ.นพ.สุทัศน์ ย้ำว่า เป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงค่อนข้างชัดเจน เพราะในปัจจุบัน งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ปลอดภัย
“ไม่ต้องดูอื่นไกล ทางสำนักควบคุมยาสูบ กรมควบคุมโรค สธ. ได้ไปสุ่มจับบุหรี่ไฟฟ้าในหลายพื้นที่ เมื่อปลายปี 2556 จากนั้นส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ไปให้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วิเคราะห์ส่วนประกอบ พบสิ่งที่น่าตกใจ ว่า มีสารพิษอยู่มากมาย ทั้งสารโลหะหนัก (สารปรอท สารหนู แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว ฯลฯ) ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ในการก่อสร้าง แต่หากสารพวกนี้เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว ในระยะยาวล้วนก่อให้เกิดมะเร็งทั้งสิ้น สารไฮโดรคาร์บอน ที่พบในท่อไอเสียรถยนต์ และ สารโพรไพลีนไกลคอล สารตัวทำละลาย ที่เมื่อถูกความร้อนในบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว สามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี แตกออกเป็นสารใหม่ ซึ่งหลายตัวเป็นตัวที่ทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นพิษต่อร่างกายหรือไม่ แต่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดภาวะพิษเพิ่มเติม”
ทั้งนี้คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านภัยสุขภาพจากยาสูบ ให้ข้อมูลเสริมด้วยว่า งานวิจัยทางการแพทย์ของสมาคมโรคมะเร็ง สหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี 2557 พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ โดยเซลล์หลาย ๆ ตำแหน่งของร่างกาย สามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ทั่วไป

พิษยาสูบร้าย ทำลายชีวิต
“คนที่สูบบุหรีไฟฟ้า มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหอบหืด และมีอาการตีบแคบของหลอดลมมากกว่าคนทั่วไป ตรงนี้เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ผู้ขายพยายามที่จะอุปโลกน์ หรือโฆษณาชวนเชื่อ” ผศ.นพ.สุทัศน์เน้นย้ำ และอธิบายเพิ่มว่า
“ผลกระทบที่บุหรี่ไฟฟ้ามีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่ก็คือผลกระทบที่เหมือนกับบุหรี่ทั่วไป ก็คือ “ต้องใช้เวลา” ผู้เสพจะยังไม่เห็นผลแบบร้ายแรงในช่วง 1-2 วัน 1 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน แต่เมื่อตรวจสุขภาพหลังจาก 5-10 ปีนับจากเริ่มสูบแล้วละก็ เมื่อมีอาการแสดงออกแล้ว ทุกโรคไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตาม ล้วนเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ ว่าเมื่อถึงตอนนั้น ผู้ซื้อมาสูบเป็นผู้ขาดทุน เพราะสุขภาพที่เสียไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ ได้แต่รักษาและประคองในส่วนที่เหลืออยู่เท่านั้น” ประธานคณะกรรมการโรงพยาบาลปลอดบุหรี่กล่าวสรุป

ถั่ว 1 เมล็ด มีอะไรบ้าง


ข้อดีของการกินถั่ว คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วจะไม่มีไขมันติดมามากเท่าเนื้อสัตว์ นอกจากนื้ในถั่วยังมีสารสีหรือสารพฤกษเคมีที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิด ในเมล็ดถั่ว 1 เมล็ดอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าต่อร่างกายเรา เช่น
1. เปลือกหุ้มเมล็ด มีหลากสี (เช่น เขียว ดำ แดง นํ้าตาลส้ม) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์จะให้สารสีที่แตกต่างกันไป เช่นในถั่วดำจะมีสารสีม่วง แอนโทไซยานิน ชนิดเดียวกับที่อยู่ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีคุณสมบัติบำรุงสายตาและป้องกันโรคได้มากมาย เช่น มะเร็ง ความดันเลือด หัวใจและหลอดเลือด
2. เส้นใยอาหาร ในถั่วมีเส้นใยอาหารทั้งแบบละลายนํ้าได้และละลายนํ้าไม่ได้ ชนิดไม่ละลายในนํ้า จะช่วยเพิ่มกากใยและช่วยอุ้มนํ้า ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และริดสีดวงทวาร ส่วนชนิดละลายในนํ้า ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองแตก
3.คาร์โบไฮเดรต เมื่อคนเรากินถั่วร่างกายจะย่อยแป้งที่มีอยูในถั่วและดูดซึมนํ้าตาลที่ได้ไปใช้อย่างช้าๆ ทำให้มีกลูโคสลำเลียงเข้าไปในเลือดอย่างสมํ่าเสมอ การกินถั่วเมล็ดแห้งจึงเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะทำให้ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
4. ไขมัน ในถั่วมีไขมันค่อนข้างตํ่า ยกเว้นถั่วเหลืองที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 30-35 แต่ไขมันดังกล่าวจะมีปริมาณของไขมันคุณภาพดี ได้แก่ กรดไลโนเลอิกและกรดโอเลอิก ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ช่วยสร้างความสมบูรณให้แก่ผิวหนัง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก
5. โปรตีน ในเมล็ดถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ในเมล็ดถั่วมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่ครบทั้ง 10 ชนิดไม่แตกต่างจากเนื้อสัตว์ เพียงแต่ปริมาณของกรดอะมิโนบางชนิดมีปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นการกินถั่วอย่างเดียว อาจทำให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนไม่เพียงพอ จึงควรกินธัญ

“ตรวจอัลตราซาวนด์” จำเป็นหรือสิ้นเปลือง

ในยุคปัจจุบันการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นการตรวจที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์เนื่องจากมีการปฏิบัติที่หลากหลาย อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ที่เหมาะสม
ทำไมต้องตรวจอัลตราซาวด์ ?
การตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทราบเพศของทารกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น (1) ทราบจำนวนทารก (2) กำหนดอายุครรภ์ที่แน่นอน ในกรณีหญิงตั้งครรภ์จำประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ (3) วินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยบางโรคอาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์บางโรคสามารถให้การรักษาทารกในครรภ์ได้หรือช่วยในการวางแผนการดูแลรักษาหลังคลอด (4) ทราบตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ (5) ทราบความผิดปกติของมดลูก รังไข่ (6) อื่นๆ เช่น คาดคะเนน้ำหนักทารก ประเมินสุขภาพทารก ตรวจยืนยันท่าของทารกในครรภ์ ในกรณีที่แพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบความผิดปกติ
ตรวจอัลตราซาวนด์แล้วรับประกันว่าลูกปกติร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ?
การตรวจอัลตราซาวนด์มีขีดจำกัดในการวินิจฉัยเช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ ความถูกต้องแม่นยำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของโรคหรือความผิดปกติของทารกเอง โดยโรคบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลัง โรคบางอย่างวินิจฉัยได้ยากหรือไม่สามารถเห็นได้จากภาพอัลตราซาวนด์ในบางกรณีภาพอัลตราซาวนด์เห็นไม่ชัด เช่น หญิงตั้งครรภ์หน้าท้องหนา ทารกนอนคว่ำ อายุครรภ์น้อย เครื่องอัลตราซาวนด์ที่มีความละเอียดต่ำ รวมไปถึงแพทย์ผู้ตรวจที่มีความชำนาญแตกต่างกัน
การตรวจอัลตราซาวนด์มีอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?
แม้ว่าการตรวจอัลตราซาวนด์โดยทั่วไปจะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่แนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวนด์โดยไม่จำเป็นก็ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ
อัลตราซาวนด์ 2 มิติ 3 มิติ 4 มิติ กี่มิติถึงจะดีที่สุด ?
การตรวจอัลตราซาวนด์ 2 มิติก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น การตรวจอัลตราซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติมีประโยชน์เฉพาะกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจแบบ 2 มิติ และต้องการการวินิจฉัยเพิ่มเติมในบางโรคเท่านั้น
ควรตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ?
ข้อแนะนำขององค์กรต่างๆ เห็นควรให้ตรวจอัลตราซาวนด์อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ในกรณีอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ เช่น การตรวจในช่วงอายุครรภ์10-14 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือการตรวจในช่วงอายุครรภ์อื่นๆ หากพบความผิดปกติของการฝากครรภ์

อาหารปลอดภัย ไร้ยาปฏิชีวนะ

ปัจจุบันการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์เป็นที่แพร่หลายมากในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาจุลินทรีย์ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก ในวันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จะพาทุกท่านไปรู้จักกับยาปฏิชีวนะ ว่าคืออะไร และมีโทษอย่างไรหากเราได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย
อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เนื้อบางแห่งใช้ ‘ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อแบคทีเรีย’ ในวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสัตว์ในยามเจ็บป่วย รวมไปถึงแอบใช้เพื่อเร่งการเติบโตของสัตว์ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในสัตว์ถูกทำลายไปได้ แต่บางชนิดนอกจากจะรอดแล้ว ยังข้ามสายพันธุ์ได้อีกด้วย
ซึ่งเชื้อที่รอดนี้แหละค่ะ จะแฝงอยู่ในมูลสัตว์ที่เอาไปทำเป็นปุ๋ย เนื้อสัตว์ที่เรารับประทาน และตกค้างในสิ่งแวดล้อม หากเรารับประทานเนื้อสัตว์หรือผักเหล่านั้นเข้าไปสะสมในร่างกายมากๆ เมื่อร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้ง่าย ซึ่งในขณะนี้โรงพยาบาลอาจมียาต้านแบคทีเรียเหลือเพียงไม่กี่ชนิดที่รักษาได้ผล ถ้าเกิดโรคลุกลามรุนแรงขึ้น ยาต้านเชื้อแบคทีเรียรักษาไม่ได้จะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การสุขภาพสัตว์โลก ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงลด ละ เลิกใช้ยาปฏิชีวนะในการกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร เพราะเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อและการเจ็บป่วยเล็กน้อยซึ่งเคยรักษาได้ในอดีต
เพราะในรายงานการทบทวนวรรณกรรมของรัฐบาลสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตจากการดื้อยาทั่วโลกถึง 700,000 รายต่อปี และในส่วนประเทศไทยมีรายงานในวารสารวิจัยระบบสาธารสุขเมื่อปี พ.ศ. 2555 และบทความของสำนักงานสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยมีการเจ็บป่วย เพราะอาการติดเชื้อกว่า 100,000 คนต่อปี และเสียชีวิตถึง 38,481 รายต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล
ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญในเรื่องเชื้อดื้อยา ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-64 โดยตั้งเป้าหมายลดการป่วยเชื้อดื้อยาให้ได้ 50% ลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียในคน 20% และในสัตว์ 30% ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยใช้ 6 ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ได้แก่ 1.ระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา ทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม 2.ควบคุมการกระจายของยาปฏิชีวนะ 3.ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในสถานพยาบาลและร้านยา 4.ป้องกันควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง 5.สร้างความตระหนักรู้ของประชาชน และ 6.พัฒนากลไกการจัดการแบบบูรณาการ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะ “ผู้บริโภค” เราทุกคนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ดังนี้
1.สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภครวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
2.สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภคและปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
3.สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัยมีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
4.สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
5.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว
เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ให้ลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับ สสส. และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันให้ข้อมูล ความรู้ และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เราปลอดภัย คนรอบข้างปลอดภัย “ลด ละ เลิก ใช้ยาปฏิชีวนะ” กันนะคะ

รับมืออย่างไร? กับภัยเหล้ามือสอง


ปัจจุบันเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนรู้จัก ‘บุหรี่มือสอง’ กันเป็นอย่างดี แต่คาดว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จัก และไม่คุ้นเคยกับคำว่า ‘เหล้ามือสอง’ นี้ด้วยเช่นกัน
ภายในงานเสวนา “ภัยเหล้ามือสอง ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม : กรณีเด็กและครอบครัว” โดย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ได้พาเรามาทำความรู้จักกับ ‘มหันตภัย…เหล้ามือสอง’ นี้ให้มากขึ้น
เหล้ามือสอง คือ อะไร ?
เหล้ามือสอง คือ ผลกระทบเชิงลบด้านต่างๆ ที่เกิดต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม ถึงแม้คนนั้นจะไม่ได้ร่วมดื่มด้วยก็ตาม ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว เช่น ลูกหลาน สามี ภรรยา พี่น้อง พ่อแม่ รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งผลกระทบจากเหล้ามือสองมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่การสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ ไปจนถึงความรุนแรงต่อทรัพย์สิน ร่างกาย และชีวิต
สถานการณ์ภัยเหล้ามือสองในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 79 ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากเหล้ามือสอง!
โดยร้อยละ 76.8 ได้รับผลกระทบทางจิตใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย หวาดกลัว ถูกคุกคาม จากผู้ดื่มที่รู้จักและคนแปลกหน้า ส่วนร้อยละ 42 ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิต เช่น เพื่อนร่วมงานไม่สามารถทำงานได้ หรือมีปัญหากับคู่สมรส ร้อยละ 22.6 ได้รับผลกระทบทางการเงิน เช่น เงินไม่พอใช้ หรือต้องนำเงินไปใช้จ่ายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากแอลกอฮอล์ และ ร้อยละ 6.2 เคยมีผู้ถูกกดขี่ทางเพศจากนักดื่ม อีกทั้งเด็กและเยาวชนก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยร้อยละ 24.6 จากคำพูดรุนแรง หรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งมีพ่อแม่ที่ดื่มเป็นปัจจัยหลัก
นอกจากนี้ จากการคำนวณมูลค่าความเสียหายที่ผู้ได้รับผลกระทบต้องควักกระเป๋าหรือสูญเสีย มีมูลค่าถึง 8,500 บาทต่อรายต่อปีเลยทีเดียว!! ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง…
แล้วเราจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?
ลองมาฟังความคิดเห็นจาก นายแด๊ก เรคเว้ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการจัดการปัญหายาเสพติด องค์การอนามัยโลก ได้ให้ข้อมูลได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2012 พบผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ถึง 3.3 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาทุกประเทศล้วนสนใจการป้องกัน และแก้ไขปัญหาผู้ดื่มอย่างเดียว แต่เมื่อศึกษาถึงผลกระทบกับคนในสังคมรอบข้างกลับพบว่า ส่วนใหญ่ประสบปัญหาเดียวกัน คือ ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อความวุ่นวาย และสร้างความรำคาญ สูญเสียทรัพย์สิน
องค์การอนามัยโลกจึงได้พัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลกออกมา ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาแพงขึ้น การควบคุมโฆษณาการตลาด รวมไปถึงการจัดการให้คนเข้าถึงสุราได้ยากมากขึ้น
ในส่วนความเห็นของ ดร.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการ สสส. บอกว่า อยากให้สังคมเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า ดื่มเหล้าแล้วสร้างมิตรภาพ ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่ความจริง เพราะก็ได้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมามีงานเลี้ยงฉลองหรือสังสรรค์ที่ใด มีหลายเหตุการณ์จบด้วยความเศร้าสลด โดยมีเหล้าและเบียร์เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น
“ประเทศไทยยังขาดความรู้เรื่องผลกระทบของเหล้ามือสอง จึงต้องกระตุ้นทุกภาคส่วนและสังคมไทยให้เห็นความสำคัญของความรุนแรงเรื่องดังกล่าว ในส่วนของ สสส. เองได้รณรงค์ป้องกันเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งรัฐต้องให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัย และนำมาบอกให้ประชาชนได้รับรู้ และให้สังคมได้ตระหนักถึงพิษภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท รวมไปถึงการก่อความรุนแรงในครอบครัว ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนไทย” ดร.บัณฑิต ฝากทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสิทธิของผู้ที่ไม่ดื่ม ที่เขาจะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้าของคนอื่น ด้วยความร่วมมือจากหลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคนไทยทุกคนด้วยที่จะต้องช่วยกัน อย่าให้ภัยมือสองจากการดื่มเหล้านี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ความรุนแรงและความสูญเสียในอนาคต